ทั้ง ๆ ที่ในสภาวะการดำรงชีวิตตามความเป็นจริงของผู้คนในปัจจุบันได้สถาปนาสถานะพลเมืองเพิ่มขึ้นมาอย่างหลากหลาย ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองไทยทางวัฒนธรรม พลเมืองไทยทางเศรษฐกิจ รวมทั้งพลเมืองไทยทางการศึกษา ซึ่งยังผลให้เกิดสภาวะลักลั่น คาบลูกคาบดอก อึดอัด และย้อนแย้งกันเองต่าง ๆ นานาตามมา เมื่อปรากฏว่าพลเมืองไทยเหล่านั้นกลับยังไร้สถานะพลเมืองตามกฎหมาย และถูกกีดกันสิทธิต่าง ๆ จนกระทบต่อการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมไทย (ดูเพิ่มใน, อานันท์ กาญจนพันธุ์ และชัยพงษ์ สำเนียง 2557)
นอกจากนี้ การที่ประเทศต่างๆ สร้างเงื่อนไขการเป็นพลเมือง เช่น ผ่านทรัพย์สิน การศึกษา ประวัติ การเข้าเมือง ฯลฯ ก็เป็นการปรับเปลี่ยนคัดเลือก “พลเมือง” ที่รัฐพึงปรารถนาเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่การสร้างพลเมืองโลกที่คนสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี ซึ่งการอธิบายว่าทุนนิยมจะส่งผลทำให้โลกไร้พรมแดนของบางสำนักไม่สามารเกิดขึ้นได้จริง
ไม่เฉพาะแต่ตัวรัฐเองที่เข้ามาควบคุมจำแนกประชาชน แต่คนในรัฐเองก็มีแนวคิด “ชาตินิยม” หรือ “เชื้อชาตินิยม” ซึ่งสวนทางกับการศึกษาหลายชิ้น ที่บอกว่าภายใต้ทุนที่เลื่อนไหล ไร้สัญชาติ พลเมืองก็จะกลายเป็นพลเมืองโลกไป ความคิดชาตินิยมจะลดความสำคัญลง
แต่แท้จริงแล้วเราพบว่าในบางประเทศความคิดชาตินิยม หรือเชื้อชาตินิยม กลับถูกรื้อฟื้นกลับมาอีกครั้ง เช่น มีการตั้งพรรคชาตินิยมในออสเตรเลีย และในยุโรปบางประเทศ มีการกีดกันคนต่างชาติไม่ให้เข้าไปขอสัญชาติในเยอรมัน ซึ่งความคิดชาตินิยมในหมู่ประชากรนั้นเกิดจากการที่คนต่างชาติจำนวนมากได้อพยพไปอยู่ในประเทศของตน นำมาสู่การแย่งงาน และสวัสดิการบางอย่าง ทำให้เกิดความไม่พอใจต่อการย้ายถิ่นดังกล่าว
ดังนั้น การศึกษาวัฒนธรรมที่จำเพาะเจาะจงที่ส่งผลให้เกิดทุนนิยมในพื้นที่ต่างๆ จึงจะทำให้ให้เข้าใจระบบทุน และรัฐ ที่มีการปรับเปลี่ยนภายใต้วัฒนธรรมบางอย่าง และการที่ทุนนิยมขยายตัวอย่างกว้างขวาง ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้รัฐชาติหมดความสำคัญลง แต่ในทางตรงกันข้ามอาจทำให้ความเป็นรัฐชาติ และความคิดชาตินิยมทวีความสำคัญขึ้นในโลกปัจจุบัน
4. สรุป
งานชิ้นนี้เป็นการศึกษา “วัฒนธรรม” ที่อยู่ในระบบทุนนิยม ที่เกื้อหนุนระบบให้เคลื่อนไหว/ปรับเปลี่ยนได้ แต่แท้ที่จริงแล้วระบบทุนนิยมไม่ใช่เหมือนกันทั้งโลก แต่เป็นระบบที่เกิดภายใต้สังคมวัฒนธรรมที่จำเพาะเจาะจง และการที่ระบบทุนนิยมได้สร้างความ “ยืดหยุ่นของพลเมือง” (Flexible Citizenship) ทำให้เกิดความหมายของพลเมืองแบบอื่นๆ เช่น พลเมืองทางวัฒนธรรม พลเมืองทางการศึกษา พลเมืองทางเศรษฐกิจ
ส่งผลให้ความหมายของพลเมืองที่ตายตัวตามกฎหมายคลายความศักดิ์สิทธิ์ลง ซึ่งเกิดภายใต้ระบบทุนนิยมที่เลื่อนไหล และสามารถเปลี่ยนทุนให้เป็นเงื่อนไขหรือต้นทุนของการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็ไม่สามารถยืดหยุ่นได้เท่ากัน เราจะพบว่าคนจีนที่ Ong ศึกษาล้วนเป็นกลุ่มคนชั้นกลางที่สามารถเคลื่อนย้ายไปในพื้นที่ประเทศต่างๆ ได้อย่างไม่จำกัด แต่ในขณะเดียวกันเราจะพบว่าแรงงานต่างด้าว เช่น แรงงานไทใหญ่ในประเทศ ไม่มีความสามารถที่จะปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์กับคน/รัฐ หรือเคลื่อนย้ายได้อย่างคนจีนที่ Ong ศึกษา กลุ่มแรงงานเหล่านี้แม้จะมีความยืดหยุ่น (Flexible) ได้ก็แต่เฉพาะงานที่ทำ การใช้ชีวิต เป็นเหมือนพลเมืองทางเศรษฐกิจของรัฐไทย แต่ก็ไม่สามารถอพยพ หรือเปลี่ยนความสัมพันธ์กับรัฐได้
เพราะฉะนั้น ความยืดหยุ่นในฐานะพลเมืองภายใต้ระบบทุนนิยม จึงไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ มีความเฉพาะเจาะจงของคนกลุ่มต่างๆ ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ได้ไม่เท่ากัน และท้ายที่สุดทุนนิยมในแต่ละพื้นที่ก็มีความแตกต่างกัน
การศึกษาของ Ong จึงมีคุณูปการที่ทำให้เราอธิบายระบบทุนนิยมในรูปแบบวัฒนธรรมที่ทำให้เห็นการก่อตัว ปฏิบัติการ ภายใต้บริบทและความสัมพันธ์หนึ่งๆ ไม่ใช่การศึกษาที่มุ่งเน้นปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจกำหนดแต่เพียงฝ่ายเดียว